ป้ายทะเบียนรถบรรทุกในประเทศไทย มีกี่แบบ อะไรบ้าง อัพเดทล่าสุดปี 2025

 

 

ครบเครื่องเรื่องรถบรรทุกไทย: ป้ายทะเบียน กฎหมาย น้ำหนักบรรทุก และข้อบังคับล่าสุด [2025]

รถบรรทุกถือเป็นหัวใจสำคัญของระบบโลจิสติกส์และการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไทย แต่ในขณะเดียวกัน ก็มีกฎหมายและข้อบังคับมากมายที่ควบคุมการใช้งานรถบรรทุกอย่างเข้มงวด ตั้งแต่ประเภทของรถ ป้ายทะเบียนที่ต้องใช้ พิกัดน้ำหนักบรรทุกที่จำกัด ไปจนถึงข้อกำหนดด้านความปลอดภัยต่างๆ เพื่อให้การขนส่งเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัยต่อผู้ใช้รถใช้ถนนทุกคน

สำหรับผู้ประกอบการขนส่ง เจ้าของรถ หรือผู้ขับขี่รถบรรทุก การทำความเข้าใจกฎระเบียบเหล่านี้อย่างถ่องแท้จึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง บทความนี้ได้รวบรวมข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับกฎหมายและข้อบังคับต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับรถบรรทุกในประเทศไทยไว้อย่างครบถ้วน อัพเดทข้อมูลล่าสุดถึงปี 2568 (2025) เพื่อเป็นคู่มือให้คุณสามารถใช้งานรถบรรทุกได้อย่างถูกต้องและมั่นใจ


ป้ายทะเบียนรถบรรทุกไทย มีกี่แบบ? แตกต่างกันอย่างไร?ป้ายทะเบียนรถบรรทุกไทยหลักๆ มี 3 แบบตามกฎหมายและการใช้งาน:

  1. ป้ายเหลือง-ตัวเลขดำ: สำหรับรถบรรทุกรับจ้าง (ตาม พ.ร.บ. การขนส่งทางบก พ.ศ. 2522)
  2. ป้ายขาว-ตัวเลขดำ: สำหรับรถบรรทุกใช้ในธุรกิจตัวเอง (ตาม พ.ร.บ. การขนส่งทางบก พ.ศ. 2522, น้ำหนักรถ > 2,200 กก.)
  3. ป้ายขาว-ตัวเลขเขียว: สำหรับรถบรรทุกส่วนบุคคล (ตาม พ.ร.บ. รถยนต์ พ.ศ. 2522, น้ำหนักรถ <= 2,200 กก.)

สารบัญ (Table of Contents)

1. กฎหมายหลักและหน่วยงานที่ควบคุมรถบรรทุกในไทย

การทำความเข้าใจกรอบกฎหมายเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญในการใช้งานรถบรรทุกอย่างถูกต้อง กฎหมายหลักที่ควบคุมดูแลรถบรรทุกในประเทศไทยมีอยู่ 2 ฉบับ ซึ่งมีขอบเขตการบังคับใช้ที่แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับลักษณะการใช้งานและขนาดของรถ

1.1 พระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ. 2522 (พรบ. ขนส่งฯ) [อ้างอิง: 1]

นี่คือกฎหมาย “หัวใจหลัก” ที่ควบคุมการประกอบการขนส่งเชิงพาณิชย์เกือบทั้งหมด รวมถึงรถบรรทุกที่ใช้ในการขนส่งเพื่อสินจ้าง (รับจ้าง) หรือใช้ในธุรกิจของตนเอง (หากมีขนาดหรือน้ำหนักเข้าเกณฑ์) พรบ. ฉบับนี้ครอบคลุมตั้งแต่การขอใบอนุญาตประกอบการ, มาตรฐานตัวรถ, อุปกรณ์ความปลอดภัย, การจดทะเบียน, การเสียภาษี, ข้อกำหนดเกี่ยวกับผู้ขับขี่, พิกัดน้ำหนักบรรทุก, ไปจนถึงบทลงโทษ

ประเภทการขนส่งด้วยรถบรรทุกที่เกี่ยวข้องกับ พรบ. นี้โดยตรงคือ:

  • การขนส่งไม่ประจำทาง: คือ การขนส่งเพื่อสินจ้างโดยไม่จำกัดเส้นทาง ซึ่งหมายถึงรถบรรทุกรับจ้างทั่วไป [อ้างอิง: 1, มาตรา 4(3)]
  • การขนส่งส่วนบุคคล: คือ การขนส่งเพื่อการค้าหรือธุรกิจของตนเองด้วยรถที่มีน้ำหนักรถเกิน 2,200 กิโลกรัม [อ้างอิง: 1, มาตรา 4(5) แก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ. ฉบับที่ 12 พ.ศ. 2557]

1.2 พระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ. 2522 (พรบ. รถยนต์) [อ้างอิง: 2]

แม้ชื่อจะดูเหมือนเน้นรถยนต์นั่ง แต่ พรบ. ฉบับนี้ก็มีบทบาทกับรถบรรทุกบางประเภทเช่นกัน โดยเฉพาะ “รถยนต์บรรทุกส่วนบุคคล” (รย. 3) ซึ่งหมายถึงรถบรรทุกที่ ไม่ได้ใช้ประกอบการขนส่งตามกฎหมายว่าด้วยการขนส่งทางบก [อ้างอิง: 2, นิยาม “รถยนต์ส่วนบุคคล” แก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ. ฉบับที่ 17 พ.ศ. 2557] ในทางปฏิบัติ มักหมายถึงรถบรรทุก (โดยเฉพาะรถกระบะ) ที่มีน้ำหนักรถ ไม่เกิน 2,200 กิโลกรัม และเจ้าของนำมาใช้งานส่วนตัว ไม่ได้รับจ้าง หรือใช้ในธุรกิจที่เข้าข่าย พรบ. ขนส่งฯ [อ้างอิง: 1, มาตรา 5(2)(ข) แก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ. ฉบับที่ 12 พ.ศ. 2557]

1.3 หน่วยงานกำกับดูแลที่สำคัญ

  • กรมการขนส่งทางบก (Department of Land Transport – DLT): เป็นหน่วยงานหลักในการกำกับดูแลการจดทะเบียนรถ, ออกใบอนุญาตขับขี่, ตรวจสภาพรถ, กำหนดมาตรฐานป้ายทะเบียนและตัวรถ, และบังคับใช้กฎหมายทั้ง พรบ. รถยนต์ และ พรบ. ขนส่งฯ
  • กรมทางหลวง (Department of Highways – DOH): ดูแลรับผิดชอบเกี่ยวกับโครงสร้างพื้นฐานทางถนน โดยเฉพาะทางหลวงแผ่นดินและทางหลวงพิเศษ มีอำนาจในการกำหนดพิกัดน้ำหนักบรรทุกสูงสุดที่อนุญาตให้วิ่งบนทางหลวงเพื่อป้องกันความเสียหายของถนน
  • สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (Royal Thai Police): มีหน้าที่บังคับใช้กฎหมายจราจร รวมถึงการจับกุมผู้กระทำผิดกฎหมายที่เกี่ยวกับรถบรรทุก เช่น การบรรทุกน้ำหนักเกิน, การฝ่าฝืนเวลาห้ามวิ่ง เป็นต้น

2. ทำความรู้จักประเภทรถบรรทุกตามกฎหมายขนส่งทางบก (9 ลักษณะ)

พรบ. การขนส่งทางบก ได้จำแนกรถที่ใช้ในการขนส่งสัตว์หรือสิ่งของออกเป็น 9 ลักษณะ เพื่อให้สอดคล้องกับรูปแบบการใช้งานที่หลากหลาย ดังนี้:

  1. รถกระบะบรรทุก (ลักษณะ 1): รถที่มีส่วนบรรทุกเป็นกระบะ อาจมีหรือไม่มีหลังคา/ฝาท้าย/ข้างก็ได้ รวมถึงแบบที่มีเครื่องทุ่นแรง (เครน) หรือแบบยกเท (ดั๊มพ์)
  2. รถตู้บรรทุก (ลักษณะ 2): รถที่มีส่วนบรรทุกเป็นตู้ทึบถาวร มีประตูเปิด-ปิดด้านข้างหรือท้าย
  3. รถบรรทุกของเหลว (ลักษณะ 3): รถที่มีส่วนบรรทุกเป็นถัง (Tank) สำหรับของเหลว
  4. รถบรรทุกวัสดุอันตราย (ลักษณะ 4): รถที่ออกแบบมาเพื่อบรรทุกวัสดุอันตรายโดยเฉพาะ เช่น น้ำมัน, ก๊าซ, สารเคมี, วัตถุระเบิด (ต้องมีมาตรฐานความปลอดภัยเพิ่มเติม)
  5. รถบรรทุกเฉพาะกิจ (ลักษณะ 5): รถที่ออกแบบมาเพื่องานเฉพาะทาง เช่น รถผสมปูน, รถขยะ, รถดูดฝุ่น, รถเครนติดตั้งถาวร
  6. รถพ่วง (ลักษณะ 6): รถที่ไม่มีเครื่องยนต์ขับเคลื่อน ต้องใช้รถอื่นลากจูง น้ำหนักบรรทุกกระจายลงบนเพลาล้อของตัวเองทั้งหมด
  7. รถกึ่งพ่วง (ลักษณะ 7): รถที่ไม่มีเครื่องยนต์ขับเคลื่อน ต้องใช้รถลากจูง (รถหัวลาก) น้ำหนักส่วนหนึ่งจะถ่ายลงบนเพลาล้อของตัวเอง และอีกส่วนถ่ายลงบนจานลาก (Fifth wheel) ของรถหัวลาก
  8. รถกึ่งพ่วงบรรทุกวัสดุยาว (ลักษณะ 8): รถกึ่งพ่วงที่ออกแบบให้ปรับความยาวได้ สำหรับบรรทุกสิ่งของที่มีความยาวมากเป็นพิเศษ
  9. รถลากจูง (ลักษณะ 9): รถที่ออกแบบมาเพื่อใช้ลากจูงรถพ่วงหรือรถกึ่งพ่วงโดยเฉพาะ หรือที่เรียกกันว่า “รถหัวลาก”

การทราบลักษณะรถบรรทุกเหล่านี้มีความสำคัญต่อการจดทะเบียน การขออนุญาต และการปฏิบัติตามข้อกำหนดเฉพาะของรถแต่ละประเภท

3. ถอดรหัส! ป้ายทะเบียนรถบรรทุกแต่ละประเภท บอกอะไรบ้าง?

ป้ายทะเบียนรถบรรทุกไม่ได้เป็นเพียงแค่หมายเลขระบุตัวตน แต่สีและรูปแบบของป้ายยังสามารถบอกถึงประเภทการจดทะเบียนและลักษณะการใช้งานตามกฎหมายได้อีกด้วย ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการตรวจสอบและการบังคับใช้กฎหมาย โดยอ้างอิงตาม ประกาศกรมการขนส่งทางบก เรื่อง กำหนดลักษณะ ขนาด สีของแผ่นป้ายเลขทะเบียนรถฯ พ.ศ. ๒๕๕๔ [อ้างอิง: 3] และ กฎกระทรวงกำหนดลักษณะ ขนาด และสีของแผ่นป้ายทะเบียนรถ พ.ศ. ๒๕๔๗ [อ้างอิง: 4] สามารถแบ่งป้ายทะเบียนรถบรรทุกหลักๆ ได้ดังนี้:

3.1 ป้ายเหลือง-ดำ: รถบรรทุกไม่ประจำทาง (รถรับจ้าง)

  • ลักษณะ: พื้นแผ่นป้ายเป็น สีเหลืองสะท้อนแสง, ตัวอักษรและตัวเลขเป็น สีดำ [อ้างอิง: 3, ข้อ 2(1)]
  • กฎหมายควบคุม: พระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ. 2522
  • รหัสตัวเลขนำหน้า: 70-79 (ตามประกาศฯ 2554 ข้อ 2(3)(จ) เดิมระบุ 60-69 และ 70-79 แต่ปัจจุบันการใช้งานสำหรับรถบรรทุกรับจ้างมักเป็น 70-79) [อ้างอิง: 3, ข้อ 2(3)(จ)]
  • ใครต้องใช้?: รถบรรทุกทุกขนาด ทุกประเภท (ตั้งแต่ 4 ล้อขึ้นไป) ที่จดทะเบียนเพื่อใช้ในการ รับจ้างขนส่งสินค้าทั่วไป ให้กับบุคคลหรือธุรกิจอื่น โดยไม่จำกัดเส้นทางวิ่งประจำ

3.2 ป้ายขาว-ดำ: รถบรรทุกส่วนบุคคล (ใช้ในกิจการ >2200kg)

  • ลักษณะ: พื้นแผ่นป้ายเป็น สีขาวสะท้อนแสง, ตัวอักษรและตัวเลขเป็น สีดำ [อ้างอิง: 3, ข้อ 2(2)]
  • กฎหมายควบคุม: พระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ. 2522
  • รหัสตัวเลขนำหน้า: 80-99 (ตามประกาศฯ 2554 ข้อ 2(3)(ฉ)) [อ้างอิง: 3, ข้อ 2(3)(ฉ)]
  • ใครต้องใช้?: รถบรรทุกที่เจ้าของ (บุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล) นำมาใช้เพื่อ การค้าหรือธุรกิจของตนเอง เท่านั้น ไม่ได้รับจ้างขนส่งให้ผู้อื่น และเป็นรถที่มีน้ำหนักรถ เกิน 2,200 กิโลกรัม [อ้างอิง: 1, มาตรา 4(5)]. ตัวอย่างเช่น รถบรรทุกของโรงงานใช้ขนส่งวัตถุดิบหรือสินค้าของตัวเอง, รถของบริษัทก่อสร้างใช้ขนส่งอุปกรณ์ของบริษัท

3.3 ป้ายขาว-เขียว: รถยนต์บรรทุกส่วนบุคคล (ส่วนตัว <=2200kg)

  • ลักษณะ: พื้นแผ่นป้ายเป็น สีขาวสะท้อนแสง, ตัวอักษรและตัวเลขเป็น สีเขียว [อ้างอิง: 4, ข้อ 2(ข)(3)]
  • กฎหมายควบคุม: พระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ. 2522 (จัดเป็นประเภท “รย. 3”) [อ้างอิง: 5]
  • ใครต้องใช้?: รถบรรทุกส่วนบุคคล (ส่วนใหญ่คือรถกระบะ) ที่เจ้าของใช้งานส่วนตัว ไม่ได้รับจ้าง และมีน้ำหนักรถ ไม่เกิน 2,200 กิโลกรัม [อ้างอิง: 1, มาตรา 5(2)(ข)]. หากนำรถประเภทนี้ไปรับจ้างขนส่ง ถือว่าผิดกฎหมาย ใช้รถผิดประเภท

3.4 ข้อกำหนดขนาดและการแสดงแผ่นป้ายทะเบียนรถบรรทุก

  • ขนาด: แผ่นป้ายสำหรับรถบรรทุกตาม พรบ. ขนส่งฯ (ป้ายเหลือง-ดำ และ ป้ายขาว-ดำ) มีขนาดมาตรฐาน กว้าง 22 ซม. ยาว 44 ซม. [อ้างอิง: 3, ข้อ 2(1)]. ส่วนป้ายขาว-เขียว ตาม พรบ. รถยนต์ มีขนาด กว้าง 15 ซม. ยาว 34 ซม. [อ้างอิง: 4, ข้อ 2(ก)(1)].
  • การติดตั้ง: ต้องติดตรึงไว้ในที่ที่เห็นได้ง่าย ด้านหน้ารถ 1 แผ่น และด้านท้ายรถ 1 แผ่น (ยกเว้นรถพ่วง/กึ่งพ่วง ติดเฉพาะด้านท้าย) [อ้างอิง: 3, ข้อ 3(1)], [4, ข้อ 3].
  • ข้อห้าม: ห้ามนำวัสดุใดๆ มาปิดทับ บัง หรือติดใกล้แผ่นป้ายจนมองเห็นรายละเอียดไม่ชัดเจน [อ้างอิง: 4, ข้อ 3] และห้ามดัดแปลงแผ่นป้าย

4. พิกัดน้ำหนักบรรทุกรถบรรทุก (GVW/GCW): รู้ไว้ไม่ผิดกฎหมาย ไม่ทำลายถนน

4.1 ความสำคัญของพิกัดน้ำหนัก

การกำหนดพิกัดน้ำหนักบรรทุกสูงสุด (Gross Vehicle Weight – GVW สำหรับรถเดี่ยว และ Gross Combination Weight – GCW สำหรับรถรวมรถพ่วง/กึ่งพ่วง) มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อ:

  1. ป้องกันความเสียหายของโครงสร้างพื้นฐาน: ถนนและสะพานถูกออกแบบมาให้รับน้ำหนักได้จำกัด การบรรทุกเกินพิกัดจะทำให้อายุการใช้งานสั้นลงและเกิดความเสียหายได้ง่าย
  2. เพิ่มความปลอดภัยในการขับขี่: รถที่บรรทุกน้ำหนักเกินจะควบคุมได้ยากขึ้น ระยะเบรกยาวขึ้น และมีความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุสูง
  3. ความเป็นธรรมในการแข่งขัน: ป้องกันการได้เปรียบเสียเปรียบระหว่างผู้ประกอบการขนส่ง

4.2 พิกัดน้ำหนักตามกฎหมาย

พิกัดน้ำหนักสูงสุดที่อนุญาตให้รถบรรทุกวิ่งบนทางหลวง (ตามประกาศกรมทางหลวง และข้อกำหนดที่เกี่ยวข้อง) สรุปได้ดังนี้ (โปรดทราบว่ารายละเอียดอาจแตกต่างกันเล็กน้อยขึ้นอยู่กับชนิดของทางหลวง):

  • รถบรรทุก 4 ล้อ: น้ำหนักรวม (GVW) ไม่เกิน 9.5 ตัน
  • รถบรรทุก 6 ล้อ: น้ำหนักรวม (GVW) ไม่เกิน 15 ตัน
  • รถบรรทุก 10 ล้อ (2 เพลาหลัง): น้ำหนักรวม (GVW) ไม่เกิน 25 ตัน
  • รถบรรทุก 12 ล้อ (1 เพลาหน้า 2 เพลาหลัง แบบพิเศษ): น้ำหนักรวม (GVW) ไม่เกิน 30 ตัน
  • รถพ่วง/กึ่งพ่วง: น้ำหนักลงเพลาสูงสุดแตกต่างกันไป เช่น เพลาเดี่ยว (ยาง 4 เส้น) ไม่เกิน 11 ตัน, 2 เพลา (ยาง 8 เส้น) ไม่เกิน 20 ตัน, 3 เพลา (ยาง 12 เส้น) ไม่เกิน 25.5 ตัน
  • รถบรรทุก+รถพ่วง (รถพ่วง):
    • รถ 6 ล้อ + พ่วง 2 เพลา (รวม 14 ล้อ): น้ำหนักรวม (GCW) ไม่เกิน 37 ตัน
    • รถ 10 ล้อ + พ่วง 2 เพลา (รวม 18 ล้อ): น้ำหนักรวม (GCW) ไม่เกิน 47 ตัน
    • รถ 12 ล้อ + พ่วง 2 เพลา หรือ รถ 10 ล้อ + พ่วง 3 เพลา หรือ รถ 12 ล้อ + พ่วง 3 เพลา: น้ำหนักรวม (GCW) ไม่เกิน 50.5 ตัน
  • รถลากจูง+รถกึ่งพ่วง (รถเทรลเลอร์):
    • รถหัวลาก 6 ล้อ + กึ่งพ่วง 2 เพลา: น้ำหนักรวม (GCW) ไม่เกิน 35 ตัน
    • รถหัวลาก 10 ล้อ + กึ่งพ่วง 2 เพลา: น้ำหนักรวม (GCW) ไม่เกิน 45 ตัน
    • รถหัวลาก 10 ล้อ + กึ่งพ่วง 3 เพลา: น้ำหนักรวม (GCW) สูงสุด 50.5 ตัน (ขึ้นอยู่กับระยะห่างระหว่าง King Pin กับเพลาหน้าของรถกึ่งพ่วง ยิ่งห่างมาก ยิ่งได้น้ำหนักมาก สูงสุด 50.5 ตัน ที่ระยะ 8.00 เมตรขึ้นไป)
    • รถหัวลาก 12 ล้อ + กึ่งพ่วง 2 เพลา: น้ำหนักรวม (GCW) ไม่เกิน 50.0 ตัน
    • รถหัวลาก 12 ล้อ + กึ่งพ่วง 3 เพลา: น้ำหนักรวม (GCW) ไม่เกิน 50.5 ตัน

4.3 บทลงโทษหากบรรทุกเกิน

การบรรทุกน้ำหนักเกินพิกัดถือเป็นความผิดตาม พรบ. ทางหลวง มีโทษทั้งจำและปรับ และอาจส่งผลต่อใบอนุญาตประกอบการขนส่งได้

5. มาตรฐานและข้อบังคับสำคัญอื่นๆ ที่ชาวรถบรรทุกต้องรู้

นอกเหนือจากป้ายทะเบียนและพิกัดน้ำหนักแล้ว ยังมีข้อบังคับอื่นๆ ที่ผู้เกี่ยวข้องกับรถบรรทุกต้องให้ความสำคัญ ดังนี้:

5.1 ขนาดและสัดส่วนตัวถังรถบรรทุกตามกฎหมาย

  • ความกว้าง: ต้องไม่เกิน 2.55 เมตร (ยกเว้นรถตู้เย็น อาจได้ถึง 2.60 เมตร)
  • ความสูง:
    • รถที่มีความกว้างเกิน 2.30 เมตร: สูงไม่เกิน 4.00 เมตร จากพื้นทาง
    • รถที่มีความกว้างไม่เกิน 2.30 เมตร: สูงไม่เกิน 3.00 เมตร จากพื้นทาง
  • ความยาว:
    • รถบรรทุกเดี่ยว (ลักษณะ 1, 2, 3, 4, 5, 9): ยาวไม่เกิน 12 เมตร
    • รถพ่วง (ลักษณะ 6): เฉพาะตัวพ่วงยาวไม่เกิน 8 เมตร
    • รถกึ่งพ่วง (ลักษณะ 7, 8): เฉพาะตัวกึ่งพ่วงยาวไม่เกิน 13.60 เมตร
  • ส่วนยื่นหน้า (Front Overhang – FOH): ต้องไม่เกินกึ่งหนึ่งของระยะช่วงล้อหน้าถึงล้อหลัง (Wheelbase)
  • ส่วนยื่นท้าย (Rear Overhang – ROH): แตกต่างกันไปตามลักษณะรถ เช่น รถบรรทุกเดี่ยวไม่เกิน 2 ใน 3 ของ Wheelbase, รถพ่วงไม่เกิน 1 ใน 2 ของ Wheelbase
  • รัศมีวงเลี้ยวและระยะท้ายปัด: มีข้อกำหนดตามประกาศกรมการขนส่งทางบก เพื่อให้รถสามารถเลี้ยวในทางโค้งหรือวงเวียนได้อย่างปลอดภัย

5.2 อุปกรณ์/แผ่นสะท้อนแสง

ตามประกาศกรมการขนส่งทางบก (มีผลบังคับใช้กับรถจดทะเบียนใหม่ตั้งแต่ 1 ม.ค. 2561) กำหนดให้รถบรรทุกต้องติดตั้งอุปกรณ์สะท้อนแสงและแผ่นสะท้อนแสงตามมาตรฐานสากล (UNECE) เพื่อเพิ่มความปลอดภัยในการมองเห็นเวลากลางคืน:

  • อุปกรณ์สะท้อนแสง (ดวงๆ):
    • ด้านท้าย: สีแดง (รถพ่วงต้องเป็นรูปสามเหลี่ยม)
    • ด้านข้าง: สีเหลืองอำพัน (Amber)
  • แผ่นสะท้อนแสง (แถบยาว): (บังคับใช้กับรถบรรทุกที่มี 2 เพลา 4 ล้อ ยาง 6 เส้นขึ้นไป ยกเว้นรถลากจูง)
    • ด้านท้าย: สีแดง หรือ สีเหลือง (สำหรับรถกว้าง 2.1 เมตรขึ้นไป ต้องติดเป็นกรอบสี่เหลี่ยม)
    • ด้านข้าง: สีขาว หรือ สีเหลือง (สำหรับรถยาว 6 เมตรขึ้นไป ต้องติดเป็นแนวยาวและมุมบน)

5.3 ข้อบังคับติดตั้ง GPS Tracking

รถบรรทุกสาธารณะ (ป้ายเหลือง) และรถบรรทุกส่วนบุคคล (ป้ายขาว-ดำ) บางประเภท โดยเฉพาะรถ 10 ล้อขึ้นไป และรถลากจูง ต้องติดตั้งระบบ GPS Tracking ที่เชื่อมโยงข้อมูลกับศูนย์บริหารจัดการเดินรถของกรมการขนส่งทางบก เพื่อ:

  • ติดตามตำแหน่งและพฤติกรรมการขับขี่ (ความเร็ว, ชั่วโมงการทำงาน)
  • เพิ่มประสิทธิภาพการจัดการขนส่ง
  • ยกระดับความปลอดภัย

รถที่เข้าข่ายบังคับต้องติดตั้ง GPS ที่ได้รับการรับรองจากกรมฯ ก่อนการจดทะเบียนหรือต่อภาษีประจำปี

5.4 “เวลาห้ามวิ่ง” ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล

เพื่อบรรเทาปัญหาการจราจร มีข้อกำหนดห้ามรถบรรทุกบางประเภทวิ่งในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล ในช่วงเวลาเร่งด่วน ดังนี้ (อาจมีการเปลี่ยนแปลง โปรดตรวจสอบกับ บช.น. หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง):

  • รถบรรทุก 6 ล้อขึ้นไป:
    • พื้นราบ: ห้ามวิ่ง 06:00-09:00 น. และ 16:00-20:00 น. (ยกเว้นวันหยุดราชการ)
    • ทางด่วน: ห้ามวิ่ง 06:00-09:00 น. และ 16:00-20:00 น.
  • รถบรรทุก 10 ล้อขึ้นไป:
    • พื้นราบ: ห้ามวิ่ง 06:00-10:00 น. และ 15:00-21:00 น. (ยกเว้นวันหยุดราชการ)
    • ทางด่วน: ห้ามวิ่ง 06:00-09:00 น. และ 15:00-21:00 น.
  • รถบรรทุกสารเคมี/วัตถุอันตราย:
    • พื้นราบ (ตั้งแต่ 6 ล้อ): ห้ามวิ่ง 06:00-22:00 น. (ยกเว้นวันอาทิตย์)
    • ทางด่วน: ห้ามวิ่ง 06:00-10:00 น. และ 15:00-22:00 น.
  • รถบรรทุกอื่นๆ (เช่น ซุง, เสาเข็ม):
    • พื้นราบ: ห้ามวิ่ง 06:00-21:00 น.
  • ข้อยกเว้น: รถบรรทุกเล็ก (น้ำหนักไม่เกิน 2,200 กก. / ป้ายขาว-เขียว) และรถที่ได้รับอนุญาตผ่อนผันจากเจ้าพนักงานจราจร สามารถวิ่งได้ตามปกติ

6. ใบอนุญาตขับขี่สำหรับผู้ขับรถบรรทุก (ประเภท บ. และ ท.)

การขับขี่รถบรรทุกจำเป็นต้องมีใบอนุญาตขับขี่ที่ถูกต้องตามประเภทของรถและการใช้งาน ซึ่งแบ่งตาม พรบ. การขนส่งทางบก ดังนี้:

6.1 ความแตกต่างระหว่างใบขับขี่ บ. และ ท.

  • ประเภท บ. (ใบอนุญาตผู้ขับรถประเภทส่วนบุคคล): สำหรับขับรถบรรทุกที่จดทะเบียนเป็น ป้ายขาว-ดำ (ใช้ในกิจการของตนเอง) เท่านั้น ไม่สามารถใช้ขับรถบรรทุกรับจ้าง (ป้ายเหลือง) ได้
  • ประเภท ท. (ใบอนุญาตผู้ขับรถประเภททุกประเภท): สำหรับขับรถบรรทุกได้ ทุกประเภท ทั้งป้ายขาว-ดำ (ส่วนบุคคล) และป้ายเหลือง (รับจ้าง)

6.2 ชนิดของใบขับขี่รถบรรทุก (บ.1-4, ท.1-4) [อ้างอิง: 1, มาตรา 94, 95]

แบ่งตามขนาดและลักษณะของรถที่อนุญาตให้ขับ:

  • ชนิดที่ 1 (บ.1 / ท.1): สำหรับขับรถที่มีน้ำหนักรถและน้ำหนักบรรทุกรวมกัน ไม่เกิน 3,500 กก. หรือขนส่งผู้โดยสารไม่เกิน 20 คน
  • ชนิดที่ 2 (บ.2 / ท.2): สำหรับขับรถที่มีน้ำหนักรถและน้ำหนักบรรทุกรวมกัน เกิน 3,500 กก. หรือขนส่งผู้โดยสารเกิน 20 คน
  • ชนิดที่ 3 (บ.3 / ท.3): สำหรับขับรถที่ใช้ ลากจูงรถอื่น (รถหัวลาก) หรือล้อเลื่อนบรรทุกสิ่งของ
  • ชนิดที่ 4 (บ.4 / ท.4): สำหรับขับรถที่ใช้ ขนส่งวัตถุอันตราย

6.3 คุณสมบัติผู้ขอใบอนุญาต

  • อายุ:
    • บ.1: ไม่ต่ำกว่า 18 ปี
    • บ.2, บ.3: ไม่ต่ำกว่า 20 ปี
    • บ.4: ไม่ต่ำกว่า 25 ปี
    • ท.1, ท.2, ท.3: ไม่ต่ำกว่า 22 ปี
    • ท.4: ไม่ต่ำกว่า 25 ปี
  • คุณสมบัติอื่นๆ: มีสัญชาติไทย (สำหรับประเภท ท.), มีความรู้ความสามารถในการขับรถประเภทนั้นๆ, ผ่านการทดสอบร่างกายและข้อเขียน, ไม่มีลักษณะต้องห้ามตามกฎหมาย (เช่น โรคประจำตัวร้ายแรง, ไม่ติดยาเสพติด, ไม่มีประวัติอาชญากรรมร้ายแรงสำหรับประเภท ท.) [อ้างอิง: 1, มาตรา 96], [เทียบเคียง 2, มาตรา 46-50]

6.4 การใช้ใบขับขี่ประเภท ท. แทนประเภทอื่น

  • ใบขับขี่ประเภท ท. (ทุกชนิด) สามารถใช้แทนใบอนุญาตขับรถยนต์ส่วนบุคคลและรถยนต์สาธารณะตาม พรบ. รถยนต์ ได้ [อ้างอิง: 2, มาตรา 43 ทวิ]

7. บทสรุป

การประกอบกิจการหรือขับขี่รถบรรทุกในประเทศไทยนั้นเกี่ยวข้องกับกฎหมายและข้อบังคับที่ละเอียดและซับซ้อน การทำความเข้าใจประเด็นสำคัญต่างๆ ทั้งเรื่อง ป้ายทะเบียน ที่ถูกต้องตามประเภทการใช้งาน (ป้ายเหลือง-ดำ สำหรับรถรับจ้าง, ป้ายขาว-ดำ สำหรับรถใช้ในกิจการ >2200kg, และ ป้ายขาว-เขียว สำหรับรถส่วนตัว <=2200kg), การควบคุม พิกัดน้ำหนักบรรทุก (GVW/GCW) ไม่ให้เกินกำหนดเพื่อรักษาถนนและความปลอดภัย, การปฏิบัติตาม มาตรฐานตัวถังและอุปกรณ์ ความปลอดภัย เช่น แผ่นสะท้อนแสงและ GPS, การเคารพ เวลาห้ามวิ่ง ในเขตเมือง และการมี ใบอนุญาตขับขี่ ที่ตรงตามชนิดของรถและลักษณะงาน ถือเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง

การศึกษาและปฏิบัติตามกฎระเบียบเหล่านี้อย่างเคร่งครัด ไม่เพียงแต่ช่วยให้การขนส่งเป็นไปอย่างราบรื่น หลีกเลี่ยงปัญหาทางกฎหมายและค่าปรับ แต่ยังเป็นการยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยบนท้องถนน ลดความเสี่ยงต่ออุบัติเหตุ และแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมส่วนรวมอีกด้วย

เพื่อความแน่นอนและข้อมูลที่เป็นปัจจุบันที่สุด แนะนำให้ผู้ประกอบการและผู้ขับขี่รถบรรทุกตรวจสอบข้อมูลและประกาศล่าสุดจากกรมการขนส่งทางบก (www.dlt.go.th) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอยู่เสมอ


คำแนะนำ:

การเลือกรถบรรทุกเป็นการลงทุนที่สำคัญ หากไม่แน่ใจ หรือต้องการคำปรึกษาเพิ่มเติมเพื่อเลือกรุ่นที่เหมาะสมกับธุรกิจของคุณที่สุด สามารถปรึกษาผู้เชี่ยวชาญได้โดยตรงที่:

คุณธพัศ แสงนุภา (เซลล์ตูน)
ที่ปรึกษาการขายอีซูซุ


🔗 บทความที่คุณอาจสนใจ:

แหล่งข้อมูลอ้างอิง:

  1. พระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ. ๒๕๒๒ และฉบับแก้ไขเพิ่มเติม
  2. พระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ. ๒๕๒๒ และฉบับแก้ไขเพิ่มเติม
  3. ประกาศกรมการขนส่งทางบก เรื่อง กำหนดลักษณะ ขนาด สีของแผ่นป้ายเลขทะเบียนรถและการแสดงแผ่นป้ายและเครื่องหมายแสดงการเสียภาษี พ.ศ. ๒๕๕๔
  4. กฎกระทรวง กำหนดลักษณะ ขนาด และสีของแผ่นป้ายทะเบียนรถ พ.ศ. ๒๕๔๗ (ออกตาม พ.ร.บ. รถยนต์ พ.ศ. ๒๕๒๒)
  5. คำอธิบายสรุปสาระสำคัญ พระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ. ๒๕๒๒

ช่องทางติดต่อ สอบถาม และขอใบเสนอราคา

เซลล์ตูน ขายรถอีซูซุป้ายแดง
เซลล์ตูน ขายรถอีซูซุพร้อมตารางผ่อน